วิธีป้องกันและดูแลภาวะสำลักอาหารในผู้ป่วยติดเตียงที่ให้อาหารสายยางหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายและสร้างความกังวลใจให้ผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียงมากที่สุด คือ "ภาวะสำลักอาหาร" โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ให้อาหารทางสายยาง (Tube Feeding) ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้เคี้ยวหรือกลืนอาหารผ่านทางปากโดยตรง แต่ก็ยังคงมีความเสี่ยงที่อาหาร ลม หรือน้ำย่อยในกระเพาะจะไหลย้อนกลับขึ้นมาตามหลอดอาหาร และเล็ดลอดเข้าไปยังหลอดลมจนเกิดการสำลักได้
หากปล่อยให้เกิดการสำลักบ่อยครั้ง อาหารหรือเศษน้ำย่อยอาจเข้าไปตกค้างในปอด นำไปสู่ ภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก (Aspiration Pneumonia) ซึ่งเป็นสาเหตุการติดเชื้อรุนแรงและอันตรายถึงชีวิตในผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง
วิธีป้องกันและดูแลภาวะสำลักอาหารในผู้ป่วยติดเตียงที่ให้อาหารทางสายยาง พร้อมข้อควรระวังสำคัญ เพื่อให้ผู้ดูแลนำไปปรับใช้ได้อย่างปลอดภัยค่ะ
🛑 สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยสายยางเกิดภาวะสำลักอาหาร
ก่อนจะไปดูวิธีป้องกัน เรามาทำความเข้าใจสาเหตุหลักที่ทำให้อาหารไหลย้อนและเกิดการสำลักกันก่อน:
จัดท่าทางผู้ป่วยไม่ถูกต้อง: ให้ให้อาหารในท่านอนราบ หรือยกศีรษะสูงไม่เพียงพอ
การดันอาหารเข้าสายเร็วเกินไป: การเร่งให้อาหารหมดไว ทำให้อาหารล้นกระเพาะและไหลย้อนกลับขึ้นมา
กระเพาะอาหารย่อยช้าหรือมีอาหารค้าง: ระบบย่อยของผู้ป่วยติดเตียงทำงานช้าลง หากไม่เช็กอาหารค้างมื้อเก่าก่อนให้อาหารมื้อใหม่ จะทำให้อาหารแน่นล้นกระเพาะ
ผู้ป่วยมีอาการท้องอืด ท้องผูก หรือเกร็งตัว: แรงดันในช่องท้องที่สูงขึ้นจะดันให้อาหารในกระเพาะไหลย้อนขึ้นทางหลอดอาหาร
ตำแหน่งของสายยางเลื่อนหลุด: สายยางขยับหลุดจากตำแหน่งเดิมในกระเพาะอาหาร ขยับขึ้นมาอยู่ที่บริเวณคอหอยหรือหลอดอาหาร
💡 5 วิธีป้องกันภาวะสำลักอาหารในผู้ป่วยติดเตียงให้อาหารทางสายยาง
1. จัดท่าผู้ป่วยให้อยู่ในท่านั่งหรือปรับศีรษะสูง 30–45 องศาเสมอ
ห้ามให้อาหารในท่านอนราบเด็ดขาด ก่อนเริ่มให้อาหารทุกมื้อ ต้องปรับระดับเตียงหรือใช้หมอนหนุนหลังและศีรษะของผู้ป่วยให้อยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน หรือยกศีรษะสูงอย่างน้อย 30–45 องศา (หากผู้ป่วยนั่งได้ ปรับให้นั่ง 90 องศาจะดีที่สุด) เพื่อใช้แรงโน้มถ่วงช่วยให้อาหารไหลลงสู่กระเพาะได้สะดวก
2. ตรวจสอบตำแหน่งสายยางก่อนให้อาหารทุกครั้ง
ก่อนเทอาหาร ให้ใช้ไซริ้งค์สวมปลายสายยางแล้วลองดูดเช็กลม หรือทดสอบดูดน้ำย่อยเบาๆ เพื่อยืนยันว่าปลายสายยางยังคงอยู่ในกระเพาะอาหาร ไม่เลื่อนหลุดขึ้นมาที่หลอดอาหารหรือคอหอย หากพบว่าสายยางขยับยาวออกมาจากตำแหน่งเดิมมากกว่าปกติ ควรหยุดให้อาหารและแจ้งพยาบาลหรือแพทย์ทันที
3. เช็กปริมาณอาหารค้างกระเพาะ (Residual Volume)
ใช้ไซริ้งค์ดูดเช็กปริมาณอาหารมื้อเก่าที่ยังค้างอยู่ในกระเพาะ
หากดูดได้น้อยกว่า 50–100 ซีซี: ดันอาหารส่วนนั้นกลับคืนเบาๆ แล้วเริ่มให้อาหารมื้อใหม่ได้ตามปกติ
หากดูดได้มากกว่า 100 ซีซีขึ้นไป: แสดงว่าอาหารมื้อเก่ายังย่อยไม่หมด ให้เลื่อนเวลาให้อาหารออกไปอีก 1 ชั่วโมง แล้วลองดูดเช็กใหม่ หากยังมีปริมาณมากเกิน 100 ซีซี ควรแจ้งแพทย์เพราะผู้ป่วยอาจมีภาวะกระเพาะอาหารย่อยช้า
4. ปล่อยให้อาหารไหลช้าๆ ตามแรงโน้มถ่วง
ถือไซริ้งค์บรรจุอาหารให้อยู่สูงกว่าระดับอกของผู้ป่วยประมาณ 12–18 นิ้ว แล้วปล่อยให้อาหารค่อยๆ ไหลผ่านสายด้วยแรงโน้มถ่วง ใช้เวลาให้อาหารประมาณ 15–30 นาทีต่อมื้อ ห้ามใช้ลูกสูบดันอาหารลงไปอย่างรวดเร็วเด็ดขาด เพราะจะทำให้ผู้ป่วยแน่นท้อง แน่นอก และขย้อนอาหารออกมาจนสำลักได้
5. คงท่านั่งหรือยกศีรษะสูงไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมงหลังให้อาหาร
เมื่อให้อาหารและล้างสายด้วยน้ำเปล่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ห้ามปรับผู้ป่วยนอนราบทันที ต้องคงท่านั่งหรือยกศีรษะสูง 30–45 องศาไว้อย่างน้อย 45–60 นาที เพื่อให้อาหารย่อยและเคลื่อนลงสู่งลำไส้เล็กจนหมด ป้องกันการไหลย้อนกลับ
🚨 ขั้นตอนการดูแลและปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่อผู้ป่วยเกิดการสำลัก
หากระหว่างให้อาหารหรือหลังให้อาหาร ผู้ป่วยมีอาการไอ ไอรุนแรง หน้าเขียว สำลัก หรือมีเศษอาหารพุ่งออกมา ให้ผู้ดูแลปฏิบัติตามขั้นตอนฉุกเฉินดังนี้ทันที:
หยุดให้อาหารทันที: ปลดไซริ้งค์ออก พับหรือหนีบสายยางไว้ทันทีเพื่อไม่ให้อาหารไหลเพิ่ม
ตะแคงหน้าผู้ป่วยไปด้านใดด้านหนึ่งทันที: หรือจับผู้ป่วยนอนตะแคงตัว เพื่อให้อาหารและเสมหะไหลออกจากปากได้สะดวก ไม่ไหลย้อนลงสู่หลอดลม
ดูดเสมหะหรือคราบอาหารออกจากปาก: หากมีเครื่องดูดเสมหะ ให้ดูดคราบอาหารที่ค้างในช่องปากออกเบาๆ เพื่อเปิดทางเดินหายใจ
สังเกตอาการและวัดระดับออกซิเจน: สังเกตสีหน้า ริมฝีปาก และการหายใจ หากผู้ป่วยหายใจหอบเหนื่อย หน้าเขียวคล้ำ ออกซิเจนปลายสิ้วตก หรือซึมลงอย่างรวดเร็ว ให้รีบโทรแจ้งสายด่วนฉุกเฉิน 1669 หรือนำส่งโรงพยาบาลทันที
💬 สรุป
ภาวะสำลักอาหารในผู้ป่วยติดเตียงที่ให้อาหารทางสายยาง เป็นเรื่องที่ป้องกันได้ หากผู้ดูแลใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอน โดยเฉพาะ การจัดท่านั่งศีรษะสูง การเช็กตำแหน่งสาย การปล่อยให้อาหารไหลช้าๆ และการคงท่านั่งหลังมื้ออาหาร การปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้อย่างเคร่งครัด จะช่วยลดความเสี่ยงปอดอักเสบจากการสำลัก และช่วยให้ผู้ป่วยติดเตียงได้รับสารอาหารอย่างปลอดภัยที่สุดค่ะ